วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561

บทความทางวิชาการ
เรื่อง  ไดโนเสาร์



ไดโนเสาร์ (อังกฤษdinosaur) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของสัตว์ดึกดำบรรพ์ในอันดับใหญ่ Dinosauria ซึ่งเคยครองระบบนิเวศบนพื้นพิภพ ในมหายุคมีโซโซอิก เป็นเวลานานถึง 165 ล้านปี ก่อนจะสูญพันธุ์ ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลาน แต่อันที่จริงไดโนเสาร์เป็นสัตว์ในอันดับหนึ่งที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างสัตว์เลื้อยคลานและนก

ยุคของไดโนเสาร์

ยุคไทรแอสซิก การครอบครองโลกของไดโนเสาร์ในยุคนี้โลกถูกปกคลุมด้วยป่าไม้จำนวนมาก พืชตระกูลที่ใช้สปอร์ในการขยายพันธ์ประสบความสำเร็จและมีวิวัฒนาการถึงขั้นสูงสุด ในป่ายุคไทรแอสซิกช่วงแรกนั้นมีสัตว์ใหญ่ไม่มากนักสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุดคือแมลงปอยักษ์ที่ปีกกว้างถึง2ฟุตและได้ชื่อว่าเป็นนักล่าเวหาเพียงชนิดเดียวของยุคนี้ เนื่องจากในช่วงปลายของยุคเปอร์เมียนเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตทำให้พวกสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมาก สูญพันธุ์ไปพวกที่เหลือได้สืบทอดเผ่าพันธุ์มาจนถึงต้นยุคไทรแอสซิกในกลุ่มสัตว์เหล่านี้เจ้าซินนอกนาตัสเป็นสัตว์นักล่าที่น่าเกรงขามที่สุด ในหมู่พวกมันและในช่วงนี้เองไดโนเสาร์ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยพวกมันวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่เดินด้วยขาหลังอย่างเจ้าธีโคดอนซึ่งถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ การสูญพันธ์ครั้งใหญ่ในยุคเปอร์เมียนทำให้พวกมันสามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้อย่างมากมายในช่วงต้นยุคไทรแอสซิกและกลายมาเป็นคู่แข่งของพวกสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมที่เหลือ ไดโนเสาร์ในยุคแรกเป็นพวกเดินสองขา เช่น พลาทีโอซอร์ ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวที่เป็นบรรพบุรุษของพวก ซอโรพอด หรือเจ้าซีโลไฟซิส บรรพบุรุษของพวกกินเนื้อ นักล่าสองขาความสูง 1 เมตร การที่มันสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยสองขาหลังทำให้พวกมันมีความคล่องตัวในการล่าสูงกว่า ซินนอกนาตัส หรืออีรีโทรซูคัสที่ยาวถึง 15 ฟุตซึ่งมีกรามขนาด ใหญ่และแข็งแรงนักล่าเหล่านี้ได้เปรียบซินนอกนาตัสและสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆทำให้พวกนี้ต้องวิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กลงเพื่อที่จะหลบหนีพวกไดโนเสาร์ และหลีกทางให้เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ก้าวมาครองโลกนี้แทนในที่สุด
ยุคจูแรสซิก ไดโนเสาร์ครอบครองโลกได้สำเร็จในตอนปลายยุคไทรแอสซิก จนเมื่อเข้าถึงยุคจูแรสซิกพวกมันก็ขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลกในยุคนี้ผืนแผ่นดินถูกปกคลุมด้วยพืชขนาดยักษ์จำพวกสนและเฟิร์น อย่างไรก็ตามได้เริ่มมีพืชดอกปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงกลางของยุคนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มของการขยายพันธุ์รูปแบบใหม่ของพวกพืช ยุคจูแรสซิกนับได้ว่าเป็นยุคที่พวกไดโนเสาร์คอยาวตระกูลซอโรพอด (Sauropod) ขยายเผ่าพันธุ์อย่างกว้างขวาง ไดโนเสาร์ขนาดยักษ์สายพันธุ์ที่รู้จักกันดีก็คือ แบรกคิโอซอรัส (Brachiosaurus) ดิปโพลโดคัส(Diplodocus) และอะแพโทซอรัส (Apatosaurus) หรืออีกชื่อคือบรอนโทซอรัส นอกจากนี้ยังมีชนิดอื่น ๆ อีกมากมายสัตว์ยักษ์เหล่านี้ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่โง่และไม่อาจป้องกันตัวจากสัตว์นักล่าได้ ทว่าในปัจจุบันนักโบราณคดีชีววิทยา (paleontology) เชื่อว่าพวกมันใช้หางที่หนาหนักศัตรูที่มาจู่โจมซึ่งนับว่าเป็นการตอบโต้ที่น่ายำเกรงไม่น้อย เพราะหางที่ยาวและมีน้ำหนักมากนี่เองที่ทำให้พวกมันต้องมีคอยาวเพื่อสร้างสมดุลของสรีระของมัน
ยุคครีเทเชียส ยุคครีเทเชียสเป็นยุคที่ต่อจากยุคจูแรสซิก สัตว์เลื้อยคลานเจริญมากในยุคนี้ ที่สหรัฐอเมริกาก็มีการค้นพบสัตว์ทะเลที่เคยอาศัยอยุ่ในช่วงเดียวกันกับไดโนเสาร์ได้แก่ พวกพลีสิโอซอร์เช่น อีลาสโมซอรัส พวกกิ้งก่าทะเลโมซาซอร์อย่างไฮโนซอรัส และอาเครอนเป็นพวกเต่าอาศัยอยู่ในทะเล บนท้องฟ้าก็มีเคอาร์โคโทรุสซึ่งมีขนาดปีกยาวถึง 15 เมตร บินอยู่มากมายยุคนี้เป็นยุคที่ไดโนเสาร์มีการพัฒนาตัวเองอย่างมาก พวกซอริสเชียนที่กินเนื้อมีตัวขนาดใหญ่ได้แก่ อัลเบอร์โตซอรัส ไทรันโนซอรัสปรากฏในยุคนี้มีลักษณะดังนี้ไทรันโนซอรัสนั้นมีเล็บที่ขาหลังใหญ่โตและมีฟันแหลมยาวประมาณ 13 เซนติเมตร เพื่อใช้จับเหยื่อพวกซอริสเชียนที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหารก็ได้แก่ ออนิโตมิมัสพวกออร์นิธิสเชียนมักจะเป็นพวกกินพืชพวกที่ถูกค้นพบครั้งแรกก็ได้แก่ อิกัวโนดอน แล้วก็พบ ฮิพุชิโรโฟดอน และฮาโดโรซอรัส พวกออร์นิธิสเชียน ได้แก่ ไทรเซอราทอปส์ แองคิโลซอรัส พบเจริญอยู่มากมาย แต่ว่าก่อนจะหมดยุคครีเทเชียส นั้นอากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไดโนเสาร์บางพวกเริ่มตายลงและสูญพันธุ์ หลังจากไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็มีบทบาทขึ้นมาบนโลก

ตระกูลของไดโนเสาร์

  การจำแนกไดโนเสาร์
 นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานเกี่ยวกับไดโนเสาร์เรียกว่า "นักบรรพชีวินวิทยา" ได้จำแนกไดโนเสาร์ไว้ โดยเรียกบรรพชนรุ่นแรกๆของไดโนเสาร์ว่า "เทโคดอนเทียน (Thecodontians)" และจำแนกออกเป็น  กลุ่ม คือ
1. ซอริสเชียน (Saurischians) คือ พวกที่มีกระดูกสะโพกคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน แบ่งออกเป็น
              1.1 ซอโรพอต (Sauropods) คือพวกคอยาว สี่ขา กินพืช เช่น แบร็คคิโอซอรัส อัลติธอแร็กซ์ (Brachiosaurus altithorax) อะเเพตโตซอรัส หลุยเซ่ (Apatosaurus louisae) ฯลฯ

แบร็คคิโอซอรัส อัลติธอแร็กซ์  


            





 อะเเพตโตซอรัสหลุยเซ่จะเล็กลงมาเล็กน้อย

               1.2 เทอโรพอต (Theropods) คือ พวกกินเนื้อ ยืนสองขา และได้วิวัฒนาการออกเป็นสองสายพันธุ์ใหม่ คือ
                     1.2.1 คาร์โนซอร์ (Carnosaurs) พวกนี้ตัวใหญ่กว่า และแข็งเเรงกว่าเทอโรพอตทั่วไป เช่น     ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus rex) หรือ ทีเร็กซ์


              ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ หรือ ทีเร็กซ์                  

สไปโนซอรัส เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในไดโนเสาร์กินเนื้อแล้ว

                     1.2.2 ซีลุโรซอร์ (Coelurosaurs) พวกนี้กลับวิวัฒนาการจนตัวเล็กลง แต่ยังมีเขี้ยวเล็บเเหลมคมตามแบบฉบับของเทอโรพอต  และมีความว่องไวปราดเปรียว เช่น คอมพ์ซอกนาทัส ลองกิพิส(Compsognathus longipes)

          


คอมพ์ซอกนาทัส ลองกิพิส 

                 
 โทรโอดอน เป็นไดโนเสาร์ที่ฉลาดที่สุดในบรรดาไดโนเสาร์
                     
2. ออร์นิธิสเชียน (Ornithischians) คือ พวกที่มีกระดูกสะโพกคล้ายสัตว์ปีก แบ่งออกเป็น วงศ์ตระกูล ดังนี้
              2.1 ออร์นิโทพอต (Ornithopods) เป็นพวกที่มีปากเหมือนเป็ด เช่น อีกัวโนดอน
      
 
   อีกัวโนดอน เล็บนิ้วโป้งจะยาว
       
         2.2 แฮดโดรซอร์ (Hadrosaurs) มีปากคล้ายเป็นและมีหงอนบนหัว แบ่งออกเป็น กลุ่มย่อย คือ
                 2.2.1 แลมบีโอซอรีน (Lambeosaurinae) เป็นพวกที่มีหงอนหลายลักษณะและมีกระดูกเชิงกรานใหญ่ เช่น พาราซอโรโลฟัส วอคเครี (Parasaurolophus walkeri) แลมบีโอซอรัส แลมเบ (Lambeosaurus lambei) ฯลฯ
                     
 พาราซอโรโลฟัส วอคเครี  
                      
 แลมบีโอซอรัส แลมเบ 
                 
                  
 2.2.2 แฮดโดรซอรีน (Hadrosaurinae) คือ ชนิดที่ไม่มีหงอน และมีกระดูกเชิงกรานเล็ก เช่น  เอ๊ดมันโตซอรัส เเอนเน็กเทนส์ (Edmontosaurus annectens) อนาโตทีตัน โคเบ (Anatotitan copei) ฯลฯ
                   
 เอ๊ดมันโตซอรัส เเอนเน็กเทนส์ 
                     
            2.3 พาคีเซฟาโลซอร์ (Pachycephalosaurs) รู้จักกันในนาม "เจ้าหัวกระดูก" ไม่ใช่เพราะมันโง่ แต่เพราะมีหัวที่แข็งมากๆ ซึ่งเป็นอาวุธชั้นดี เช่น พาคีเซฟาโลซอรัส (Pachycephalosaurus)
         

 พาคีเซฟาโลซอรัส  
       
            
  2.4 สเตโกซอร์ (Stegosaurs) ลักษณะเด่นคือ มีกระดูกเป็นแผ่นหรือเป็นเดือยแหลมๆอยู่บนหลัง เช่น สเตโกซอรัส          อามาทัส  (Stegosaurus armatus)

         
  สเตโกซอรัส อามาทัส สมองเท่าเม็ดถั่ว
         
              2.5  แองคีโลซอร์ (Ankylosaurs) ตามตัวของพวกมันเต็มไปด้วยแผ่นกระดูกแข็งๆ และหางเป็นตุ้มใช้ฟาดศัตรู เช่น        แองคีโลซอรัส แม็กนิเวนทริส (Ankylosaurus magniventris)
         

    แองคีโลซอรัส แม็กนิเวนทริส กล่าวกันว่า ตุ้มที่ปลายหาง  ของแองคีโลซอรัสเป็นอาวุธร้ายแรงใช้เหวี่ยงฟาดขาเหยื่อ

              2.6 เซอราท็อปเซียน (Ceratopsians) เป็นไดโนเสาร์กลุ่มสุดท้ายที่ปรากฏตัวบนโลก ลักษณะเด่นคือ "หน้าสามเขา" ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือไทรเซอราท็อปส์ (Triceratops)
         

  ไทรเซอราท็อปส์   
         
                      
 ต่อไปเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ยุคเดียวกับไดโนเสาร์แต่ไม่นับว่าเป็นไดโนเสาร์ ซึ่งผู้คนประมาณ 50 เปอร์เซ็นชอบเข้าใจผิด                           
3. เทอร์โรซอร์ (Pterosaurs) คือ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ในยุคไดโนเสาร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทจากลักษณะเด่นของมัน
              3.1 เทอร์โรแด็กทีลอยด์ (Pterodactyloid) มีลักษณะเด่น "คอยาวหางสั้น" เช่น เทอร์โรเเด็กทีลัส แอนทิคอุส (Pterodactylus antiquus) เทโนคาสมา โพโรคริสตาต้า (Ctenochasma porocristata)  นอกจากนี้ เทอร์โรเเด็กทิลอยด์ยังสามารถวิวัฒนาการไปเป็นเทอร์โรซอร์ ขนาดใหญ่ในยุคครีเตเชียส ที่รู้จักกันดีก็คือเทอร์ราโนดอน (Pteranodon)
         
 
เทอร์ราโนดอน 
        
              3.2 แรมโฟริงคอยด์ (Rhamphorhynchoid) มีลักษณะเด่น "คอสั้นหางยาว" เช่น เเรมโฟริงคัส                                              เก็ม-มิงกี (Rhamphorhynchus gemmingi) อานูร็อคนาทัส แอมโมนี (Anurognathus ammoni)
          
เเรมโฟริงคัส เก็มมิงกี


 4. จระเข้
  จระเข้เลี้ยงของไทย เป็นจระเข้น้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อปี 2000  ของฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ ยาว เมตร หนัก 1,114 กิโลกรัม

                                            sarcosuchus imperator หรือเรียกง่ายๆว่า ซูเปอร์คล็อค (Super croc) ลักษณะเฉพาะจะมี


                                                               - โตเต็มที่ ยาวประมาณ 11-12 เมตร

                                                               - จระเข้นี้หนัก ตันขึ้นไป

                                                               - ลำพังขากรรไกรยาวมากกว่า 1.8 เมตร



5. เต่า
                                                                           เต่ายักษ์อาร์ชีลอน(Archelon)
                                    - เป็นเต่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
                                    - อาศัยอยู่บนโลกเมื่อ 75-65 ล้านปีที่แล้ว
                                    - เต่าในปัจจุบันที่เป็นญาติใกล้เคียงกับอาร์ชีลอน คือ เต่ามะเฟือง
                                    - อาร์ชีลอนมีความยาวกว่า เมตร
                                    - อาร์ชีลอนมีความกว้างจากขาซ้ายไปขวา ยาว 4.87 เมตร
                                    - คาดว่าหนัก 2.2 ตัน
                                    - ที่คล้ายกับเต่ามะเฟืองเพราะ ไม่มีกระดองหุ้มร่างกายเหมือนเต่าตัวอื่นเช่นเดียวกับเต่ามะเฟือง แต่พวกมัน จะมีโครงกระดูก มีหนังหุ้ม ซึ่งเต่ามะเฟืองก็มีลักษณะใกล้เคียงกับอาร์ชีลอน
                                    - ปัจจุบันเต่ามะเฟืองเป็นเต่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคาดว่าอีก 10 ปีจะสูญพันธุ์ไปจากโลก
6. เพลสซิโอซอร์ (Plesiosaurs) พวกคอยาว ว่ายน้ำได้ คาดว่าน่าจะเป็นพวกเดียวกับเนสซีที่พบในปัจจุบัน




Plesiosaurus (เพลสซิโอซอรัส)

7. อิคธีโอซอร์ (Ichthyosaurs) สัตว์เลื้อยคลานใต้ทะเล ดูคล้ายโลมา เช่น แม็คโครเทอรีจิอุส เลพโตสปอนดีลัส (Macropterygius leptospondylus) อิคธีโอซอรัส (Ichthyosaurus) ฯลฯ

 อิคธิโอซอรัส(Ichthyosaurus)


 8. โมซาซอร์ (Mosasaurs) สัตว์เลื้อยคลานใต้ทะเล ดูคล้ายจระเข้ผสมฉลาม 



      Mosasaur(โมซาซอร์)
   ตัวเล็กสุดมีขนาดยาวประมาณ 3-3.5 เมตร ส่วนตัวใหญ่สุดยาวระหว่าง 9-15 เมตร ซึ่งในวงศ์โมซา-ซอร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ Hainosaurus (ไฮโนซอรัส) โดยได้รับฉายาว่า ทีเร็กซ์แห่งมหาสมุทร” พวกโมซาซอร์เป็นศัตรูกับกับพวกเพลสชิโอซอร์ (พวกคอยาวใต้น้ำ) เป็นนักล่าที่ตัวใหญ่ อันตรายและน่ากลัวที่สุดในทะเลยุคครีเทเชียส ไฮโนซอรัส เป็นสัตว์ที่กินได้ไม่เลือก กินทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยอาศัยขากรรไกรที่แข็งแรงพร้อมฟันแหลมคม กินแม้กระทั่งโมซาซอร์ด้วยกันเอง เต่า ฉลาม และเคยปลาอื่นๆ ถึงขนาดกินทีเร็กซ์มาแล้ว
สถานที่เที่ยวในฝันของข้าพเจ้า
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น  

1.โตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland)

           สวนสนุกในฝันของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่จะทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดไปในดินแดนแห่งเทพนิยาย เย้!~ พอพูดถึงสวนสนุกมันก็จะตื่นเต้นหน่อยๆ นะคะ อิอิ ที่นี่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 ตั้งอยู่ที่จังหวัดชิบะ (Chiba Ken) เป็นสวนสนุกที่มีนักท่องเที่ยว 16.54 ล้านคนต่อปี ซึ่งมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นและมากเป็นอันดับ 3 ของโลกในปี 2016 จ้า!
โดยธีมของสวนสนุกจะมีการตกแต่งตามฤดูกาลต่างๆ ทุกโซนอัดแน่นไปด้วยความสนุกครบทุกรสชาติ รองรับสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งการผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์ ฉากจำลองของภาพยนตร์เรื่องดัง เครื่องเล่นสุดมันส์ และขบวนพาเหรดสุดอลังการ ที่จะมีเหล่าตัวการ์ตูนสุดน่ารักจากดิสนีย์ออกมาทักทายและเต้นไปตามเสียงเพลง สร้างความสนุกสนานและรอยยิ้มของทุกคนได้เป็นอย่างดีเลยค่า
และยังมีธีมปาร์คใหม่ชื่อว่า โตเกียวดิสนีย์ซี (Tokyo DisneySea) ซึ่งจะเน้นการผจญภัยทางน้ำที่แฝงความโรแมนติกเอาไว้ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากเทพนิยายและตำนานแห่งท้องทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่ของที่นี่จะใช้การถมทะเลนะคะ โดยแบ่งเป็นโซนต่างๆ เช่น ท่าเรือเกาะเมดิเตอร์เรเนียน, เกาะลึกลับ, ทะเลสาบนางเงือก, อเมริกันวอเทอร์ฟร้อนท์ เป็นต้น
โดยเรียกธีมปาร์คทั้งสองนี้ว่า โตเกียวดิสนีย์ รีสอร์ท (Tokyo Disney Resort) ที่ได้รวมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้เหมือนเป็นอีกโลกนึงเลยก็ว่าได้ค่ะ ซึ่งนอกจากโซนเครื่องเล่นแล้ว ยังมีทั้งโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ศูนย์บริการลูกค้า และรถไฟฟ้าสายดิสนีย์รีสอร์ท ที่จะวิ่งรับ-ส่งเที่ยวรอบทั้งสองปาร์คให้ได้เล่นกันอย่างจุใจไปเล้ยยย
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป 7,400 เยน , เด็กโตอายุ 12-17 ปี 6,400 เยน และเด็กเล็กอายุ 4-11 ปี 4,800 เยน โดยจะเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 9:00 น. – 22:00 น. วันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการ จะเปิดตั้งแต่ 8.00 น. ค่า
       


2.สวนอุเอโนะ (Ueno Park)

เป็นสวนสาธารณะเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกในกรุงโตเกียว และครองใจผู้คนมากว่า 100 ปีเลยทีเดียวค่ะ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่เลิศมากกก บรรยากาศร่มรื่น เต็มไปด้วยที่เที่ยวให้เดินชมกันทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ
เริ่มต้นที่วัดคันเอจิ (Kaneiji Temple) อันเก่าแก่ ที่หลงเหลืออยู่จากสงครามในยุคเอโดะ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1616  ถือเป็นวัดที่เฟื่องฟูและใหญ่มากที่สุดในสมัยนั้นเลยค่ะ ต่อมาคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติ จะมีการจัดแสดงศิลปะจากฝั่งยุโรปและผลงานต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของโลก, พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จัดแสดงเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีโครงกระดูกไดโนเสาร์และร่างจริงที่ถูกสตาฟไว้ของฮาจิโกะสุนัขยอดกตัญญูชื่อดังที่มีรูปปั้นอยู่ที่ชิบูย่าด้วยนะคะ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติโตเกียว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เต็มไปด้วยผลงานศิลปะและวัตถุโบราณจากญี่ปุ่นและหลายประเทศในเอเชียกว่าแสนชิ้นเลยทีเดียวค่า ยังค่ะ ยังไม่หมด นอกจากนี้ยังมีสวนสัตว์อุเอะโนะ () สวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มีสัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด รวมทั้งหมด 3 พันตัว กว่า 400 สายพันธุ์แน่ะ!
และที่สวนอุเอโนะแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ชมดอกซากุระยอดฮิตอีกด้วย โดยในช่วงเทศกาลชมดอกซากุระประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน จะมีการจัดงาน Ueno Sakura Matsuri-Cherry Blossom Festival เป็นการชมดอกซากุระบานประจำปีของที่สวน ทางเดินทั้งสองข้างจะเต็มไปด้วยต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้น และในตอนกลางคืนจะมีการประดับไฟสว่างไสวไปทั่วสวน สวยงามโรแมนติกสุดๆ มีคู่รักเดินจูงมือกันมาชมซากุระยามค่ำคืน เดินไปทางไหนก็มีแต่สีชมพูววว ฮิ้ววว >///<





3.วัดอาซากุสะ (Asakusa Temple)

วัดอาซากุสะ (Asakusa Temple) หรือวัดเซ็นโซจิ ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 ถือเป็นวัดที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงโตเกียวเลยค่ะ
ตามตำนานเล่าว่ามีสองพี่น้องชาวประมงได้ออกเรือไปตกปลา และตกรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมได้ที่แม่น้ำสุมิดะ (Sumida River) แต่พอทิ้งกลับลงแม่น้ำ ก็จะได้กลับขึ้นมาตลอด พวกเขาจึงนำรูปปั้นมาไว้ที่บ้านในอาซากุสะ และได้สร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม ใครที่มาขอพรก็จะเป็นจริงอยู่เสมอ จึงมีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ไม่ขาดสายเลยค่ะ
ยิ่งถ้าในช่วงส่งท้ายปีจะเต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวมากถึง 3 ล้านคน เพื่อมาโยนเหรียญและอธิษฐานขอพรในตอนเที่ยงคืน และจะมีการตีระฆังดังก้องกังวาลไปทั่วเพื่อเป็นสัญญาณเข้าสู่ปีใหม่ โดยตีจนครบ 108 ครั้ง เพราะชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าถ้าเราได้ยินเสียงของระฆังครบ 108 ครั้ง จะเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและกิเลสของมนุษย์ทั้ง 108 อย่างออกไปจากชีวิต ถือเป็นเป็นสิริมงคลและการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดีค่ะ
รอบๆ บริเวณวัดยังมีร้านขายของมากมายให้ได้เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝาก ของที่ระลึก ตุ๊กตานำโชค เครื่องรางญี่ปุ่น ชุดกิโมโนหลากสีสัน และร้านอาหาร เรียกได้ว่ามาที่วัดเซ็นโซจิแห่งนี้จะได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำและประทับใจกลับไปอย่างแน่นอนน

4.พระราชวังโตเกียวอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace)

พระราชวังประวัติศาสตร์เก่าแก่ของญี่ปุ่นที่อยู่ใจกลางกรุงโตเกียว ปัจจุบันนี้เป็นที่อยู่ประทับของราชวงศ์ญี่ปุ่นรวมถึงสมเด็จพระจักรพรรดิ และยังใช้เป็นสถานที่สำหรับจัดงานพิธีสำคัญๆ อีกด้วยค่ะ
อดีตในสมัยเอโดะ ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1603 – 1867 เคยเป็นปราสาทของท่านโชกุนโทะกุงะวะ (Tokugawa Shogunate) ผู้ปกครองญี่ปุ่น เคยเป็นปราสาทที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นด้วยนะคะ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงได้มีการสร้างพระราชวังโตเกียวอิมพีเรียลขึ้นแทนปราสาทเอโดะ โดยรอบพระราชวังเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นขนาดใหญ่ พื้นที่เป็นสีเขียวชอุ่ม ร่มรื่น กว้างขวาง ถูกจัดและตกแต่งไว้อย่างงดงาม ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเต็มไปด้วยดอกซากุระบานสะพรั่ง และในฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีสวยสดงดงาม ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหิน สวยงาม โรแมนติกมากๆ เลยค่า
ต่อมาคือสะพานเมกะเนบาชิ (Meganebashi Brigde) แต่เดิมเป็นสะพานไม้คู่ ชื่อว่านิจูบาชิ (Nijubashi) ภายหลังมีการสร้างสะพานหินขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลม คนญี่ปุ่นนิยมเรียกสะพานแห่งนี้ว่าสะพานแว่นตา เพราะเมื่อสะพานสะท้อนกับผิวน้ำจะเห็นเป็นรูปคล้ายกับแว่นตานั่นเองค่ะ
และยังมีอนุสาวรีย์ Kusunoki Masashige สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 เป็นรูปปั้นซามูไรและขุนนางคนสำคัญที่ได้รับการยกย่องให้เป็นซามูไรตัวอย่างแห่งความจงรักภักดีตั้งอยู่อีกด้วย
พระราชวังแห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่เวลา 9:00 น. – 16:00 น. แต่ถ้าต้องการจะเข้าไปชมในตัวพระราชวัง จะเปิดให้เข้าชมปีละ 2 ครั้งเท่านั้นค่ะ คือวันปีใหม่และวันที่ 23 ธันวาคมคือวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของชาวญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปด้านในพระราชวังเพื่อชื่นชมบารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิ และจะได้เห็นราชวงศ์หลายพระองค์ที่ระเบียงของพระราชวังด้วยค่ะ

5.โอไดบะ (Odaiba)

โอไดบะ เป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นเองค่ะ โดยการนำดินและทรายมาถมทะเลตั้งแต่สมัยเอโดะ เพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันการรุกรานของข้าศึก โดยคำว่า daiba แปลว่าป้อมปราการนั่นเอง ปัจจุบันได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม จนได้ชื่อว่าเกาะมหัศจรรย์แห่งโตเกียว บรรยากาศไม่วุ่นวาย รถไม่เยอะ อากาศดี๊ดีเพราะอยู่ติดทะเลอ่าวโตเกียว มีผังเมืองที่สวยงาม มีแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งความบันเทิงต่างๆ และสิ่งก่อสร้างรูปทรงแปลกๆ เก๋ๆ มากมายเลยค่า และอย่าลืมมาถ่ายรูปกันดั้มตัวใหม่ ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ปี 2017 นะคะ
จุดถ่ายรูปยอดนิยมก็คือเทพีเสรีภาพจำลองที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าอ่าว โดยด้านหลังจะเป็นสะพานสายรุ้ง (Rainbow Bridge) ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองโตเกียวและเกาะโอไดบะ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเกาะโอไดบะเลยก็ว่าได้ค่ะ ตอนกลางคืนถ้าอยู่บนสะพานจะเห็นแสงสีมากมายจากฝั่งโตเกียวเหมือนสายรุ้ง จึงได้ชื่อว่าสะพานสายรุ้งนั่นเอง
จุดต่อมาคือ ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel) ที่มีความสูงถึง 115 เมตร เป็นหนึ่งในชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลก สามารถมองเห็นอ่าวโตเกียวและเมืองโอไดบะทั้งหมดได้อย่างชัดเจน โดยจะหมุน 16 นาทีต่อ1รอบ ค่าบริการคนละ 900 เยนค่ะ หรือจะมาสัมผัสลมทะเลของอ่าวโตเกียว เดินเล่นที่สวนสาธารณะริมชายหาด ที่นี่เป็นจุดชมชมพระอาทิตย์ตกดินยามเย็นที่แสนสวยงามอีกด้วย และเนื่องจากที่โอไดบะมีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เพลิดเพลินกันทั่วทั้งเกาะแล้วค่า

6.โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree)

โตเกียวสกายทรี ได้รับการบันทึกจากกินเนสบุ๊คว่าเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก! มีความสูงถึง 634 เมตร จะได้ยืนโบกมือทักทายก้อนเมฆกันก็คราวนี้แหละค่า อิอิ  ที่นี่เป็นหอกระจายสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุในระบบดิจิตอล เป็นเหมือนแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงโตเกียว เนื่องจากมีอาคารและตึกสูงมากมายบังสัญญาณ และโตเกียวทาวเวอร์ก็สูงไม่เพียงพอ จึงได้สร้างโตเกียวสกายทรีขึ้นเพื่อให้สัญญาณครอบคลุมนั่นเองค่ะ
โดยถูกแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือ Tembo Deck มีความสูง 350 เมตร และชั้นบนเรียกว่า Tembo Galleria สูง 450 เมตร ซึ่งเป็น Skywalk ที่สูงที่สุดในโลก เป็นจุดชมวิวเมืองโตเกียวที่สวยที่สุด *0* ทั้งชั้นจะเป็นกระจกใส  สามารถชมวิวได้รอบทิศ 360 องศา ยิ่งถ้าได้มาในช่วงพระอาทิตย์ตกดินจะได้เห็นภาพที่งดงามสุดๆ เลยค่ะ และได้ใช้ลิฟท์ชื่อว่า Tembo Shuttle ซึ่งเป็นลิฟท์ที่เร็วที่สุดในญี่ปุ่น วิ่งด้วยความเร็ว 600 เมตรต่อนาที จะขึ้นไปชั้น Tembo Deck ใช้เวลาแค่ 50 วินาทีเท่านั้นเอง
ด้านล่างมีแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ ร้านอาหาร รวมทั้งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Sumida Aqurium ให้ได้เที่ยวชมกันอีกด้วย ที่นี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เด็ดมากๆ มาถึงโตเกียวทั้งที อย่ายืนถ่ายรูปกับหอคอยอยู่ไกลๆ อย่างเดียว ต้องแวะเข้ามาเที่ยวด้านในและชมวิวสวยๆ ด้านบนกันด้วยนะค้า

7.โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower)

สิ่งก่อสร้างที่สูงเป็นอันดับสองในญี่ปุ่น รองจากโตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) และเคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก! ใช้เป็นที่ส่งสัญญาณและกระจายเสียงวิทยุ-โทรทัศน์ และยังเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียวด้วยค่า โดยได้รับแรงบันดาลใจมากจากหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส มีความสูงถึง 333 เมตร (สูงกว่าต้นแบบอีก >,< )
หลายๆ คนอาจจะเห็นหอคอยแห่งนี้เป็นสีแดงขาว แต่จริงๆ แล้วคือสีส้มค่า ภายใน 5 ปีจะมีการทาสีใหม่หนึ่งครั้ง การทาแต่ละครั้งจะใช้เวลานานถึง 1 ปีเลยทีเดียว โดยระดับความสูงของจุดชมวิวมี 2 ชั้นคือ 150 เมตร และ 250 เมตร สามารถขึ้นชมวิวของเมืองโตเกียวได้ และในวันที่ฟ้าเปิดจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วยค่ะ
ภายในยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์นํ้า พิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้ง หอศิลป์ โซนร้านค้า ศูนย์อาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งสามารถชมวิวยาวตลอดหน้าต่าง ให้ผู้เข้าชมได้ดื่มด่ำบรรยากาศของเมืองได้อย่างเต็มอิ่มกันเลย
และตอนกลางคืนก็มีการเปิดไฟที่หอคอย โดยจะเปลี่ยนเป็นสีไปตามฤดูกาลต่างๆ  สวยงามโรแมนติกสุดๆ มีคู่รักชาวญี่ปุ่นรวมถึงต่างชาติมาเดท ฉลองวันครอบรอบต่างๆ หรือหาที่ดินเนอร์ใกล้ๆ เพื่อชมวิวของโตเกียวทาวเวอร์กันในยามค่ำคืน น่าอิจฉา เอ้ย น่ารักกันจริงจริ๊งงง >,<

6.ตลาดปลาซึกิจิ  (Tsukiji Fish Market)

เป็นตลาดค้าส่งปลารวมถึงผักผลไม้ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว จัดว่าเป็นตลาดปลาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและเป็นหนึ่งในตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วยค่า เนื่องจากมีการซื้อขายสินค้าทะเลกว่า 2,000 ตันต่อวัน!
ตลาดซึกิจินั้นแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนภายใน ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้เจรจาธุรกิจและประมูลปลาทูน่าที่มีชื่อเสียง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้หลังจากเวลา 9 โมงเช้าเป็นต้นไป เพื่อความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่และผู้ซื้อขาย เพราะก่อนหน้านั้นตลาดจะค่อนข้างวุ่นวายและยังหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยค่ะ
และส่วนภายนอกสามารถมาเดินได้ตั้งแต่ราวๆ ตี 4 ถึงช่วงบ่าย เต็มไปด้วยร้านค้าปลีก ร้านอาหารตั้งเรียงรายเป็นจำนวนมาก มีอาหารทะเลสดมากมายหลายชนิด และยังมีของอร่อยให้ลิ้มลองกันตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นหอยเสียบไม้ปิ้ง ไข่ปูย่าง ปูอลาสก้านึ่ง สเต็กปลาทูน่าย่างไฟหอมๆ และต้องลองชิมซูชิหรือพวกปลาดิบของที่นี่นะคะ เพราะมันสดมากกก อร่อย และราคาไม่แพง แร่กันสดๆ เสริฟพร้อมโชยุและวาซาบิ อู๊ยยยย ฟินนน ใครได้มาลองก็ต้องติดใจกันทุกราย นอกจากนี้ยังมีพวกของแห้ง มีดแร่ปลา และอาหารอื่นๆ อีกหลายอย่าง รู้ตัวอีกทีก็ของเต็มไม้เต็มมือซะแล้วจ้า

8.ชินจูกุ (Shinjuku)

เป็นย่านศูนย์กลางของกรุงโตเกียวที่คึกคักตลอดทั้งวัน เต็มไปด้วยอาคารตึกสูงและโรงแรมหรูๆ มากมาย เป็นที่ตั้งของอาคารศาลาว่าการ Tokyo Metropolitan Government ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของกรุงโตเกียว และมีสถานีรถไฟชินจุกุที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อไปยังสถานีอื่นๆ โดยมีรถไฟผ่านกว่า 10 สาย และมีผู้โดยสารใช้บริการมากถึง 3 ล้านคนต่อวันเลยค่า
รอบๆ เป็นแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ใครอยากได้แบรนด์อะไรของญี่ปุ่น ห้างสรรพสินค้าที่ชินจูกุมีหมดจ้า รวมถึงร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าแฟชั่น สินค้ามือสอง ร้านอาหารแสนอร่อย และเกมส์เซนเตอร์ พอตกกลางคืนก็มาพบแสงสีเสียงและย่านสถานบันเทิงยามราตรีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น คือย่านคาบุกิโจ (Kabukicho) ที่นี่เต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ ไนท์คลับ ร้านคาราโอเกะ ร้านปาจิงโกะ โรงแรม โรงหนัง เรียกได้ว่าเพลินได้ทั้งกลางวันกลางคืน เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับไหลเลยจริงๆ ค่ะ

9.ชิบูย่า (Shibuya)

ชิบูย่า ถือเป็นย่านศูนย์กลางช็อปปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว โดยเฉพาะในด้านแฟชั่นของทุกเพศทุกวัยเลยค่ะ เพราะที่นี่มีห้างสรรพสินค้าชื่อดังของญี่ปุ่นอยู่หลายห้างฯ มีร้านค้าหลากหลาย และช็อปของแบรนด์ดังตั้งอยู่เพียบ! มีดีไซน์เนอร์หลายคนที่สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นของตัวเองจนโด่งดังได้ก็เพราะขายในย่านนี้นี่แหละค่า สุดยอดไปเลยยย >,< และยังมีร้านอาหารเก๋ๆ และแหล่งบันเทิงอย่างครบครัน เป็นย่านที่คึกคักตลอดทั้งวันจริงๆ ค่ะ
จุดแลนด์มาร์คของย่านนี้ก็คือ ห้าแยกชิบูย่า (Shibuya Crossing) เป็นการตัดกันของถนนหลายสาย ผู้คนจากทุกฝั่งถนนทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะเดินข้ามถนนกันเยอะมากกก บางทีข้ามกันเป็นพันๆ คนเลยค่ะ ถือเป็นจุดที่มีชื่อเสียง และจุดถ่ายรูปยอดนิยม แถมยังใช้ถ่ายทำภาพยนตร์มาหลายเรื่องแล้วนะคะ เช่น Lost in Translation, The Fast and the Furious และ Resident Evil เป็นต้น
อีกจุดที่สำคัญก็คือ Hachiko Statue หรือรูปปั้นของฮาจิโกะ สุนัขยอดกตัญญู ตั้งอยู่ตรงทางออกของสถานีชิบูย่า ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฮาจิโกะมาส่งเจ้านายไปทำงานทุกเช้า และจะมารอเจ้านายกลับในตอนเย็น แต่ถึงแม้ว่าเจ้านายจะเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ฮาจิโกะก็ยังเฝ้ารอเจ้านายกลับมาอยู่ทุกวันเป็นเวลาอีก 11 ปี จนมันได้สิ้นใจลง ชาวบ้านแถวนั้นจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ให้กับฮาจิโกะในปี ค.ศ. 1934 และได้มีการนำชีวิตจริงของฮาจิโกะไปสร้างเป็นหนังด้วยค่ะ

10.กินซ่า (Ginza)

กินซ่า ย่านช็อปปิ้งอันหรูหราของโตเกียว มีห้างสรรพสินค้าอยู่มากมาย ร้านค้าแบรนด์เนมระดับโลก เช่น Giorgio Armani, Chanel, Dior, Gucci และ Louis Vuitton เครื่องสำอางค์ Hi-End สินค้าแฟชั่นแบรนด์ชั่นนำต่างๆ และยูนิโคล (UNIQLO) สาขาใหญ่ที่สุดในโลกก็อยู่ที่นี่ค่า มีทั้งหมด 12 ชั้น พื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร แถมยังมีสินค้าลิมิเตดที่หาซื้อได้เฉพาะสาขากินซ่าเท่านั้นด้วยนะคะ
นอกจากช็อปปิ้งแล้ว ก็ยังมีร้านอาหาร ผับ บาร์ และคาเฟ่น่านั่งเยอะมาก แต่ราคาที่นี่จะค่อนข้างสูงค่ะ เนื่องจากเป็นย่านเศรษฐกิจ ราคาที่ดินจึงมีราคาแพงเป็นอันดับต้นๆ ในญี่ปุ่น  พื้นที่ตารางเมตรละ 10 ล้านเยนเลยทีเดียว
และยังมีโรงละครคาบุคิซะ (Kabukiza Theater) เป็นโรงละครแบบดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มีการการต่อสู้ ซูโม่ การแสดงกายกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย ช็อปปิ้งมาเหนื่อยๆ มานั่งพักชมการแสดงก็เพลินดีเหมือนกันนะคะ
อีกจุดที่ผู้คนนิยมมาถ่ายรูปกันก็คือตึก Ginza Wako ค่ะ เป็นอาคารแบบยุโรป มีหอนาฬิกาตรงยอดตึก สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1932  ภายในตึกขายเพชรและเครื่องประดับราคาแพง ตึกนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของย่านกินซ่าเลยก็ว่าได้ ต้องมาแชะกันสัก 2-3 รูปนะคะ เดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึง อิอิ



11.ฮาราจูกุ (Harajuku)

ย่านช้อปปิ้งชื่อดังของโตเกียว และเป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นญี่ปุ่นสุดแนวที่แต่งตัวออกมาเดินด้วยชุดต่างๆ แบบจัดเต็ม ขอบอกว่าแฟชั่นของที่นี่เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใครเลยค่า ทั้งชุดคอสเพลย์ การ์ตูนอนิเมะ หรือจะแนวพังค์ก็มีหมด ถือเป็นเอกลักษณ์และสร้างสีสันให้กับย่านนี้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
รอบๆ มีร้านเสื้อผ้าที่เน้นสไตล์วัยรุ่น ร้านกิ๊ฟช็อป ร้านอาหารและคาเฟ่น่ารักๆ มากมาย ที่ขึ้นชื่อเลยก็คือเครปญี่ปุ่นแสนอร่อยซึ่งเป็นต้นตำรับของประเทศญี่ปุ่น แป้งบางๆ โปะด้วยวิปครีมนุ่มๆ และผลไม้สด มีหลายร้านให้เลือกทานกันมากมาย เดินผ่านนี่อยากจะแวะชิมทุกร้านเลยค่ะ กลิ่มหอมๆ และน่าตาช่างยั่วยวนซะเหลือเกิ๊นน ซึ่งเจ้าแรกของญี่ปุ่นคือร้าน Marion Crepes ใครที่ได้มาเยือนถึงถิ่นออริจินอลแล้ว ต้องลองกันสักหน่อยนะจ๊า แถมระหว่างทางจะมีการแสดงดนตรีและโชว์ความสามารถพิเศษให้คนที่เดินเที่ยวช็อปปิ้งผ่านไปมาได้ชมกันอีกด้วย งานนี้เรียกได้ว่ากินไป ช้อปไป ฟังเพลงไป เพลินเว่อออร์
และอย่าลืมแวะมาที่ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นเคารพนับถือ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 บรรยากาศร่มรื่น เย็นสบาย มีต้นไม้สายพันธุ์ต่างๆ เป็นร้อยชนิด รวมแล้วมากกว่าแสนต้น เป็นเหมือนสวนป่ากลางเมืองเลยค่ะ จะมีผู้คนมาขอพรหรือระบายความในใจโดยการเขียนข้อความลงป้ายแผ่นไม้ไว้ แอบเห็นมีป้ายที่เขียนเป็นภาษาไทยเยอะอยู่เหมือนกันนะคะ จะมีใครเห็นของหญิงปุ๊กไหมน้อออ อิอิ


12.อากิฮาบาระ (Akihabara)

อากิฮาบาระหรือที่นิยมเรียกว่า อกิบะ (Akiba) เป็นย่านศูนย์กลางขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่โด่งดังของโตเกียว เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ รวมถึงสินค้ามือสองหรืออะไหล่ต่างๆ รวมแล้วกว่า 100 ร้านตั้งเรียงรายกันอยู่ค่ะ
และที่นี่ยังเป็นย่านโอตาคุขนาดใหญ่ที่สุดในโลก! ซึ่งเป็นเหมือนสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบตัวการ์ตูนญี่ปุ่น เพราะมีร้านค้ามากมายที่ขายของทุกอย่างเกี่ยวกับตัวการ์ตูนอนิเมะ (anime) หรือมังงะ(manga) ทั้งหนังสือ ของเล่น วิดีโอเกมส์ ไพ่ โมเดล แผ่น DVD และชุดของสะสมหายาก นอกจากนี้ยังมีเมดคาเฟ่ (Maid Café) คาเฟ่ที่จะมีสาวเสิร์ฟน่ารักๆ แต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูนแอนนิเมชั่นเรื่องต่างๆ มาคอยให้บริการเสิร์ฟกาแฟ เหมือนกับได้หลุดเข้าไปอยู่ในการ์ตูนเรื่องนั้นเลย >,< งานนี้สาวกโอตาคุต้องมีร้องแน่นอนจ้า